ต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น
เพื่อให้เห็นความเป็นมาตั้งแต่เริ่ม ที่เหมือนตอนตั้งไข่ แต่พอเริ่มเดินได้ ก็เริ่มส่อเค้าวุ่น... เมื่อก่อนผมค่อยไม่เห็นคนในแวดวงด่ากัน แต่วันนี้เรามีที่ให้ด่ากันหลายที่? ไม่ว่าที่เวบหรือที่หนังสือ เราไปไกลกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะในเรื่องแสดงความเห็นกันแบบปกปิดตัวเองและเลยเถิดไปถึงด่ากัน แต่เราทำอะไรให้แวดวงของเราก้าวไปข้างหน้าบ้าง เพื่อโดยรวมมันจะได้ก้าวไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ ก็คงจะต้องเริ่มต้นที่เราก่อน ไม่ว่าใครจะอยู่ตรงไหนก็มีบทบาทเท่ากันหมด..เราช่วยกันหรือทำลาย แต่ก่อนที่จะย้อนกลับไปเรามาดูภาพรวมของวงการตอนนี้กันก่อนก็แล้วกัน ว่ามันมีอะไรประกอบกันบ้าง? ...สิ่งสะท้อนวงการได้ดีเลยคือ สื่อ ....ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคงเป็น หนังสือดนตรี ส่วนวงดนตรีและผู้ร่วมด้วยช่วยกันจัดงานและกองเชียร์ หรือแม้แต่คนฟังก็เป็นเสมือนชิ้นส่วนที่ขับเคลื่อนในวงการทั้งนั้น มากันดูกัน
สิ่งสะท้อน..และขับเคลื่อน
Magazine ในบ้านเราวันนี้ ต้องถือว่าเรามีสื่อหนังสือดนตรีที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับวงการเมทัลไทยเราน้อยเต็มที หนังสือแต่ละเล่มก็คงมีจุดยืนของตัวเองที่จะนำเสนอเรื่องราวต่างๆทั้งในและต่างประเทศจะด้วยความเป็นกลางหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ถ้าหากเป็นหนังสือที่เขียนเรื่องนี้โดยตรง ถ้าสามารถครอบคลุมดนตรีเมทัลทุกแขนงทั้งในและต่างประเทศได้ก็จะดี ไม่เน้นไปที่แนวใดแนวหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งชัดเกินไป เพราะบางกลุ่มมันเล็ก สื่อควรจะมองกลุ่มใหญ่และมีหน้าที่ชี้แจง อยู่ตรงกลาง แต่ไม่เป็นไรอาจเป็นเพราะความชอบส่วนตัวของ บก.นักเขียน อาจอยู่ภายใต้ธุรกิจ อันนี้ของซื้อของขาย ใครชอบก็ซื้อ ใครไม่ชอบก็ไม่ต้องซื้อ เขาทำออกมาก็ดีนักหนาแล้ว Magazine ดนตรีก็เหมือนหนังสือทั่วไป ต่างประเทศก็มีเหมือนกัน คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาก็แล้วกัน ที่อาจมีเรื่องไม่ถูกใจบ้าง
Fan Zine ชื่อก็บอกชัด เป็นสื่อเฉพาะกลุ่มเฉพาะแนวแบบไม่เป็นทางการสาธารณะ มักเขียนเรื่องที่หนังสือหลักไม่เขียนถึง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นแนวหนักๆ เขียนตามที่ตัวเองชอบ ไม่ชอบก็ด่าแหลก เพราะแจกขายกันเฉพาะกลุ่ม ไม่ต้องรับผิดชอบแบบเป็นทางการ ออกก็ได้ ไม่ออกก็ได้ หรือเลิกไปเลยแบบไม่ต้องแจ้ง รูปเล่มก็มีตั้งแต่ถ่ายเอกสารจนถึงพิมพ์ขาว-ดำ แบบ Underground จริงๆ ซึ่งก็มีหลายเล่ม Fan Zine เราก็นำมาจากฝรั่ง เพราะเขาทำมาก่อนแล้ว Fan Zine อายุจะไม่ค่อยยาว เพราะไม่มีเรื่องธุรกิจมาเกี่ยว เน้นที่ความมันส์ หากไม่มีเงินทำหรือไม่มีเวลา ก็เลิกกันไป มีน้อยที่ยึดเป็นอาชีพ แต่ก็ยังมีที่ยืนหยัดอยู่จนถึงวันนี้
WebSite นับเป็นสื่อสมัยใหม่ ที่อิสระ กว้างไกล ทันท่วงที และมีต้นทุนไม่มากเหมือนหนังสือ เวบไซท์เพิ่งเกิดกันมาไม่กี่ปี บ้านเราเท่าที่เห็นก็มี 2-3 เวบ ที่เป็นภาษาอังกฤษก็เป็นกระบอกเสียง รายงานแวดวงเมทัลไทยออกไปสู่ทั่วโลกรวมทั้งมีเรื่องของต่างประเทศด้วย
บางเวบก็เป็นภาษาไทย สื่อกับคนไทยเรา เนื้อหาก็มีทั้งในบ้านเราและของฝรั่งด้วย เวบที่ผมทำขึ้นล่าสุด www.thailand-heavymetal.com รายงานเรื่องของไทยล้วนไม่มีฝรั่ง เป็นภาษาอังกฤษเพื่อบอกฝรั่ง เน้นไปที่ผลงานอัลบั้มของวงเมทัลไทยเป็นหลัก ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน อย่างกับประวัติศาสตร์! แต่ก็แจ้งเหตุการณ์ปัจจุบันต่างๆที่เกิดในบ้านเราด้วย
วงดนตรี น่าจะมี 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ 1.กลุ่มที่ออกผลงานอัลบั้ม สังกัดค่าย มีการจัดจำหน่ายผ่านบริษัทขายเป็นเรื่องราว 2.กลุ่มที่ออกผลงานอัลบั้มขายกันเองเฉพาะกลุ่ม รวมทั้งฝากขายตามร้านและไม่ได้ขายแต่มีงาน 2-3 เพลงเอาขึ้นให้ฟังทาง Internet 3.กลุ่มที่ไม่มีผลงาน แต่รวมวงกันเล่นเพลงของฝรั่ง-ของตัวเอง กลุ่มนี้รวมถึงกลุ่มสมัครเล่นที่เริ่มเล่นดนตรี บางทีแค่จับคอร์ดเป็นก็ออกมาเล่นแล้วเห่อตามแฟชั่น หน่วยก้านดีมีพรรคพวกก็ได้ไปเล่นงานต่างๆที่จัดกัน หากจัดในกรุงเทพ ก็จะถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของ Scene แต่หากต่างจังหวัดอาจถูกลืม นี่คือกลุ่มที่สร้างความคึกคักเพราะเป็นวัยรุ่นที่เพิ่งก้าวเข้ามาเล่นดนตรี นักดนตรีทุกคนก็ต้องผ่านจุดนี้มาทั้งนั้น หากไม่มีกลุ่มนี้ก็อาจจะไม่มีกลุ่ม 1-2 และกลุ่มนี้ก็จะพัฒนาไปสู่การสร้างงานเหมือนกลุ่มแรกหรืออาจจะเลิกไปเลยก็ได้
กลุ่มผู้จัดงาน มี 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มมืออาชีพ จัดงานใหญ่สมบูรณ์แบบเรียกคอนเสิร์ตได้ไม่กระดากปาก มีระบบจัดการอย่างดี หากไม่ดีศิลปินที่มีระดับดังๆก็ไม่มาเล่นด้วย กลุ่มนี้จัดให้กับศิลปินดังมืออาชีพเท่านั้น กลุ่มสองคือ กลุ่มกลางๆที่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนในแวดวงนักดนตรี จัดงานระดับกลางๆ ที่แบบไม่จัดก็คงไม่มีใครจัด จัดก็พอไปได้ ทำท่าจะดีแต่ก็ไม่ดี กลุ่มนี้น่าจะมีบทบาทกับเมทัลไทยเรามากที่สุด ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มสมัครเล่น ที่ได้แค่จัด เห็นเวทีแล้วก็เหมือนแค่มีเวทีให้เล่น เครื่องดนตรีก็เท่าที่หาได้ ส่วนใหญ่จะจัดงานแบบเฉพาะกลุ่มสำหรับวงโนเนม ขาดงบประมาณ แต่ยังไงก็จะจัด จัดสนุกๆเอามันส์ บางทีก็เก็บเงินวงดนตรีที่จะเล่นแบบลงขันกัน คนดูก็น้อยเพียงหยิบมือมีเฉพาะกลุ่มคนจัดกับนักดนตรีและเพื่อนๆ คนดูจริงๆไม่ค่อยมาดูเท่าไหร่ ภาพรวมก็เลยเหมือนปาร์ตี้มากกว่า แต่กลุ่มนี้คือกลุ่มเริ่มต้น หากไม่มีกลุ่มนี้ กลุ่มกลางใหญ่ก็ไม่มี แต่ก็กลายเป็นว่านี่คือส่วนหนึ่ง ที่สะท้อนภาพรวมของเมทัลไทยวันนี้ออกไปแบบกระป๋องกระแป๋ง
กลุ่มผู้ฟัง มีหลายกลุ่มหลายแนว คนที่ชอบเพลงเมทัล ส่วนใหญ่ก็เริ่มมาจากร็อคทั่วไป หรืออาจจจะกระโดดมาฟังเมทัลเลยก็มี สมัยนี้มีเพลงให้ฟังจากทั่วโลกมากมายเลือกฟังเพลงตามที่ตนเองชอบ-เพื่อนชอบ แนวใหม่ก็มีมาให้ฟังเรื่อยๆ เพลงเก่าไม่รู้จักเพราะกูเกิดไม่ทัน! บางกลุ่มแทบไม่สนเพลงเมทัลไทย ฟังเพลงของฝรั่งอย่างเดียว เพราะเพลงเมทัลไทยฟังแล้วตลกฝีมือยังอ่อน ความเป็นมายังไงไม่สน บางกลุ่มก็เป็นกลุ่มรักชาติขาดข้อมูล ไม่รู้จักเพลงฝรั่งเริ่มต้นจากเพลงไทยเลย ฟังเพลงเพื่อชีวิต-สู่ร็อคตลาดแล้วเข้าสู่เพลงร็อค-เมทัลอิสระ มุ่งหน้าสู่ Underground จนขณะนี้อาจฟังเพลง Underground ล้วนๆ...แต่บางกลุ่มหันมาฟัง Underground แล้วก็เปิดตูดหายแซ๊บ ไม่กลับมาฟังอีกเลย แถมตะโกนกลับมาอีก ทำไมไม่ร้องให้รู้เรื่องวะ? ไม่เจ็บคอหรือไง? ดนตรีห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ ! หนวกหู (อันนี้ผมเคยเจอมา มีคนเขียน จม.ไปด่า!) อีกกลุ่มก็บ่นเรื่องฝีมือว่ามันยังไม่สมควรที่จะทำออกมาเป็นอัลบั้มขาย ไม่ซื้อเสียดายเงิน แต่บางกลุ่มกลับควานหางานเดโม ซาวด์ไม่สน จากห้องซ้อมก็ได้ กระหายอะไรที่หยาบๆ !!
เราคงจะไปกำหนดอะไรหรือบังคับให้มาฟังแนวนั้นแนวนี้ไม่ได้ การฟังดนตรีก็เหมือนการเลือกกิน แล้วแต่ใครจะเลือกอะไร แต่หากมีใครที่เพิ่งเริ่มเข้ามาฟัง คนที่ฟังก่อนอยู่แล้วก็ต้องช่วยกันแนะนำ ไม่ใช่ไปสอบพวกเขาว่าผ่านไม่ผ่าน เณรน้อยเข้ามาสมภารก็ต้องชี้แนะ ก็น่าจะมีกลุ่มคนฟังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ดูเหมือนว่ามาถึงวันนี้ กลุ่มคนฟังเมทัลไทยดูเหมือนจะน้อยลงกว่าก่อน ดูจากยอดขายงานและดูจากงานคอนเสิร์ตไทย Underground
ทั้งหลาย หรือว่าเพลงเมทัลไทยไม่มีใครสนใจแล้ว จริงๆแล้วคนฟังเพลงเมทัลไม่น่าจะน้อยลง เพราะพอมีคอนเสิร์ตนอกมาทีเห็นไรก็เห็นคนเป็นห้าหกพันถึงหมื่น บัตรก็แพง ..คงไม่มีใครตอบได้ถึงความเป็นไป แต่แน่นอนวงดนตรีทุกวงก็อยากมีแฟนเพลงเยอะๆอยู่แล้ว คงเป็นไปได้ว่างานเพลงอาจจะไม่เข้าตามั้ง! แต่บางกลุ่มก็ไม่สน ขอเพียงแค่ 150 คนแบบแฟนพันธ์แท้ที่ผับก็พอแล้วล่ะ!! พวกที่มีแฟนเพลงเยอะๆมันตัวปลอม! ทำเพลงหลอกเด็ก หาเงิน เอ้าว่าเข้าไปนั่น!.... เอาล่ะ ภาพรวมของสิ่งที่จะสะท้อนวงการผมคิดว่าคงจะมีเป็นประมาณนี้แหละ หากยังไม่ครบก็น่าจะ 80% แล้วล่ะ...
มาดูปัจจุบัน..ล่าสุด
ดูจากหนังสือหลัก วัดจากอุณหภูมิ ก็รู้สึกได้ว่ามีเมทัลไทยอยู่ 2 กลุ่มคือ กลุ่มหนึ่งเมตัลสุดๆ อีกกลุ่มแบบคละเคล้ากันทั่วไป กลุ่มที่เขียนด่า น่าจะอยู่ในกลุ่มแรก เพราะต่อว่าหนังสือว่าเบาลง ว่าถึงคนเขียนรู้ไม่จริงกับแนว เนื้อหาที่ลงก็ไม่ใช่เมตัลแท้ๆเป็นพวกเทียมๆ ทำเพื่อการค้า ทำให้เยาวชนหันไปฟังดนตรีเมตัลแบบเทียมๆ บก.ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเหล่านั้นเห็นแก่ตัว เอาใจตัวเองอย่างเดียว ไม่เข้าใจในภาพรวม...ตอนนี้ถ้าหากหนังสือหลักปิดตัวเองไปอีกเล่ม คงสะใจคนกลุ่มนี้ แต่คงไม่เป็นที่ชอบใจของคนอีกกลุ่มใหญ่ ที่ถือว่าตอนนี้เหลือหนังสือดนตรีในวงการน้อยเต็มที ที่พอจะเป็นสื่อพึ่งพาหาอ่านข้อมูลได้บ้าง รวมทั้งโปสเตอร์ สติ๊กเกอร์ที่แจกแถมกันประจำ ส่วน Fan Zine ก็เห็นอยู่ยงเพียงเล่มเดียว นอกนั้นก็จะออกบ้างไม่ออกบ้างประปราย
ดูเวบไซด์ ก็กลายเป็นที่ระบายอารมณ์แบบทันใจของใครหลายๆคนในเวบบอร์ด ที่เขาเปิดขึ้นเพื่อให้คุยกันเพื่อก่อ แต่มีกระทู้ทีไร ก็ด่ากันอยู่ร่ำไป
.ที่ My Space..YouTube และอีกหลายๆที่ก็กลายเป็นที่สำหรับแนะนำตัวศิลปินใหม่ที่ทำกันเอง รวมทั้งหาเพื่อน คุยกัน (แม้กระทั่งจีบสาว!55) จนวงดังๆก็ต้องเข้าไปหาแฟนเพลงที่นี่ด้วย แต่หากดูผลงานเพลงของศิลปินในบ้านเราจริงๆ เท่าที่ทำเวบไซท์รวบรวมข้อมูล Thailand-heavymetal.com ก็รู้สึกว่าผลงานมีไม่มากเลยในแต่ละปี วงดนตรีคงมีเยอะ แต่สร้างงานจริงๆมีไม่กี่กลุ่ม มีผลงานกันไม่กี่ชุด ยิ่งเดี๋ยวนี้เกิดกลุ่มทำกันเองมากขึ้น จนแยกแยะไม่ถูก มันเริ่มมัวๆ ว่าออกงานรึเปล่า มีเพลงสองเพลงแล้วเอาขึ้น My Space หากจะนับจริงๆก็อาจจะยังไม่ใช่ แต่ยังไงก็ตาม การสร้างงานเป็นสิ่งที่ดี หากมีการสร้างงานดนตรีกันเยอะๆ ก็จะมีความหลากหลายทางดนตรีมากขึ้น คงมีงานดีๆเกิดขึ้นแน่นอน วงการเมทัลไทยก็คงจะไปได้ไกลกว่าที่ใครจะฉุดรั้งมันได้...
ในส่วนค่ายเพลงที่สนับสนุนศิลปินเมทัลและเดินเครื่องจริงๆในปี 2006-2007 นี้ก็มีเพียง 2-3 ค่ายเท่านั้น นอกนั้นก็เงียบๆไป..เรื่องการจัดงานคอนเสิร์ทก็มีอยู่เรื่อยๆทั้งเล็กและใหญ่และออกจะมีมากกว่าเมื่อก่อน...
นี่คือภาพล่าสุดของแวดวงดนตรีเฮฟวี่เมทัลในบ้านเรา หากเรามองภาพรวมกว้างๆ จากอดีตสู่ปัจจุบัน ที่กว่าจะมาเป็นวันนี้ อาจทำให้เรามองข้ามจุดที่จะด่ากันไปได้บ้าง เกริ่นมาเสียยาวครับ เข้าเรื่อง Come as you are กันดีกว่า ผมจะพาคุณย้อนกลับไปดู....แบบที่ผมผ่านมา...
(โปรดอ่านต่อฉบับต่อไป ก.ค. 50)
บทความ คอลัมน์ "Come as You are" Part 2 นิตยสาร Music Express ฉบับ 260/ ก.ย.50
 
....Back to The Past
ย้อนไปจากตอนนี้สัก 20-30 ปี บางคนคงเพิ่งเกิด!
กว่าจะเกิดวงการในบ้านเรา...ตอนเราตั้งไข่ ที่เหมือนเด็กน่ารักๆคนหนึ่ง...
ในปี 2523 หรือราวๆ 1980-85 ต่างประเทศเริ่มมีดนตรีแบบหนักกว่าฮาร์ดร็อค-เฮฟวี่ร็อค จึงมีคำว่า Heavy Metal เกิดขึ้น บ้านเรายังไม่มี ตอนนั้นผมถามฝรั่งที่ไม่ใช่คนดนตรีตรงๆว่า ไอ้เหล็กหนัก นี่มันหมายถึงอะไร 55? เขาบอกว่ามันคือ ดนตรีหนักๆรวมๆทั้งหมดนั่นแหละที่หนักกว่าเฮฟวี่ร็อค วงที่อยู่ในข่ายก็อย่าง Judas Priest, Scorpion, Def Leppard, Van Halen, Ozzy Osbourne จนไปถึงวงอย่าง Europe
.และยุค Hair Band, LA metal ที่เล่นคอนเสิร์ตกันทีเสียงสนั่นเมือง
ปี 2528 หรือราวๆ 1985-90 Heavy Metal ต่างประเทศเริ่มแตกแขนงออกไปหลายแนว มากกว่าที่จะเรียกแนวรวมว่า Heavy Metal มีการเรียกโดยใส่แนวนั้นๆนำหน้าและตัดคำว่า Heavy ออกไป เช่น Black Metal, Gothic Metal, Doom Metal, Death Metal, Speed Metal, Thrash Metal, Progressive Metal...(จนปัจจุบันมีถึง Love Metal แล้ว!) ช่วงนี้บ้านเรายังไม่ไปถึงไหนครับ อาจจะเรียกได้ว่าพอกล้อมแกล้มแบบตั้งท้อง ที่เริ่มมีงานร็อคตลาดออกมาจากค่าย แต่ไม่ใช่ Heavy Metal เช่น ไมโคร ดิโอฬาร โปรเจกท์ ร็อคเคสตรา...
ปี 2533 หรือราวๆ 1990-95 มีวงดังๆจากแนวย่อยที่ว่ามาให้เราได้ฟังกันเยอะขึ้นในทุกแขนงอย่างต่อเนื่อง อย่างวง Death, Cannibal Corpse หรืออย่าง Pantera รวมทั้ง Metallica ซึ่งตอนนั้นบ้านเราก็ได้รับอิทธิพลมาแบบเต็มๆแล้วละ แต่วงไทยที่ออกอัลบั้มกันก็ยังอิงตลาดอย่าง Hi Rock, Yong Blood, Big gun,หินเหล็กไฟ เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ค่ายซึ่งเน้นขาย ช่วงนั้นวงฝรั่งแนว Heavy Metal ก็มาเล่นคอนเสิร์ทในบ้านเราแล้วล่ะ อย่าง Accept, Def Leppard, Scorpion และวงดังอย่าง Metallica ก็มาพร้อมกับการเกิดของ ดอนผีบิน ที่วางงานชุดแรก วันแรกที่หน้างานคอนเสิร์ท Metallica เมื่อ 15 เม.ย.2536 ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ซึ่งขายเทปได้ 1000 ม้วน เวลา 3 ชั่วโมง หากเป็นวันนี้ก็ใช้เวลากว่า 1 ปีครับ
งานของ ดอนผีบินเป็นงานเพลงไทยที่มีกลิ่นไอของ Heavy Metal ชัดเจนกว่าเพลงไทยทุกชุดในตอนนั้น ถึงแม้กว่าครึ่งอัลบั้มเป็นเพลงช้าที่มีเมโลดี้อยู่มาก แต่นั่นคือการเปิดตัวดนตรีไทยสไตล์ Heavy Metal ครั้งแรก ซึ่งเกิดจากการปฏิวัติทำเองไม่อิงค่าย เพราะทุกค่ายบอกว่า หนักไป จึงทำให้เกิดผลงานชิ้นนี้สู่ตลาดด้วยน้ำพักน้ำแรงทำเองขายเองหรือที่เรียกกันตอนนั้นว่า ใต้ดิน หลังนั้นก็เกิดวง Death Metal อย่าง Heritic Angel ออกเดโม EP. แต่เป็นภาษาอังกฤษ..และก็เกิด Dezember, Macaronee และอีกหลายๆวงตามมา นั่นคือจุดเริ่ม Underground Metal ของเมืองไทย ซึ่งช้ากว่าตะวันตกเกือบ 10 ปี ! ...หลังจากนั้นกระแสการทำเองขายเองไม่อิงค่ายก็เกิดขึ้น มีค่ายเล็กค่ายน้อยเกิดขึ้นหลายค่ายที่คิดว่าดนตรีร็อคหนักๆจะทำเงินให้เขา มีการปั้นวง จนเกิดการบานปลาย มีการใช้ภาษาหยาบคาย ที่คิดว่าเป็นจุดขาย มันเริ่มมั่ว !! ตอนนั้นน่าจะมีคำว่า ตัวจริงตัวปลอม เพราะมีหลายกลุ่มถูกแปลงตัวมาเล่นเฮฟวี่ จากเดิมที่ไม่ใช่
.
ปี 2538 หรือราวๆ 1995-2000 ดอนผีบินเดินหน้าออกอัลบั้ม 2 เส้นทางสายมรณะ ทันทีต่อด้วย 3 อุบาทว์ อุบัติ และ 4 สองฟากฝั่ง ติดๆด้วย 5 สัญญาณเยือน จนถึง 6 ปรากฏการณ์ ปรากฏกาย ขณะที่ระหว่างนั้นต่างประเทศเกิดกระแสกรั๊นช์หรือเพลงอัลเทอร์เนทีพ ที่มีวงดังอย่าง Nirvana นำขบวน วงการ Heavy Metal ของโลกถูกบดบัง ร่อแร่ รอดชีวิตมาได้ไม่กี่กลุ่ม ในบ้านเราก็เกิดกระแสอัลเทอร์ตามทันที มีค่ายเพลงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เหมือนฟองสบู่ เกิดคำว่า อินดี้ ขึ้นในวงกว้าง วงเมทัลปลอมๆและค่ายบางค่ายก็เริ่มตายจากไป ค่ายเพลงต่างๆที่มีอยู่ก็ต่างส่ายหัวหนีเพลงหนักๆ จนผมเองต้องฮึดสู้ด้วยการตั้งค่าย DayOneRecords ของตัวเองขึ้นแบบสวนกระแส! แต่ถึงแม้กระแส Heavy Metal ในต่างประเทศฝ่อลง กลับกลายเป็นว่ามีวงใหม่ๆในแนว Metal แขนงต่างๆเกิดขึ้นมากมายแบบหลากหลายพันธุ์ และแพร่กระจายไปทั่วโลก..
ปี 2543 เป็นต้นมา หรือราวๆ ปี 2000-2007 จะเป็นยุคตกต่ำหรือจะเป็นยุคเฟื่องฟูกว้างไกลไร้พรมแดนของวงการดนตรีก็ไม่มีใครอาจสรุปได้ ยุคที่ดิจิตอลเข้ามามีบทบาทในทุกๆเรื่อง ไม่เว้นแม้วงการเพลง ทุกคนต่างพยุงตัวเอง คนเมทัลที่ยังยืนหยัดมาจนถึงวันนี้ น่าจะเรียกได้ว่า เมทัลตัวจริงเสียงจริง อย่างผม ha ha! ไม่อยากใช้คำนี้หรอก ผมไม่เคยใช้ด้วย ผมอาจตัวปลอมก็ได้ ผมไม่รู้!
Thai Underground Metal!
....ตอนเราทำดนตรีเราก็ยังไม่รู้จักคำนี้หรอก เพราะทำแล้วก็ไม่รู้จะเอาออกไปขายยังไง ต้องเสนอค่ายอย่างเดียว แต่พอค่ายไม่เอา เราก็เลยทำเอง ตอนที่ ดอนผีบิน ออกอัลบั้ม โลกมืด ปี 2536 ก็มีคนเรียกเราผ่านสื่อต่างๆ ว่าเป็นใต้ดิน หรือ Underground Heavy Metal ซึ่งหากจำไม่ผิดนั่นน่าจะเป็นครั้งแรกที่มีการใช้กันผ่านสื่อ ต่อมาดอนผีบินก็ยังใช้คำว่า Underground Music ติดบนปกซีดี ตอนนั้นมันก็ใต้ดินจริงๆ เพราะทำเอง ขายเอง ค่ายไม่สน คนขายไม่รู้จัก สื่อไม่สน ส่วนใหญ่ยังมองว่าเป็นพวกนอกคอก หนังสือ The Quiet Strom ยังเรียกเราว่า Rocker นอกสังกัด พวกใต้ดิน! มาเลเซียก็เรียกเราว่า The Ultimate Underground Band from Thailand... รวมทั้งต่างประเทศหลายๆประเทศที่เราติดต่อ คือพอแวดวงในบ้านเราเริ่ม เขาก็เข้ามาคุยกัน คือยุคนั้นมันเหมือนกระแส Underground จะแผ่ไปทั่วโลก หลังเกิดแขนงต่างๆของดนตรีเมทัลขึ้นแล้วถูกกระแส MTV เบียดบัง จึงก็มีการติดต่อกันทั่วโลกผ่านทางจดหมาย ซึ่งเรียกกันว่า Underground Net Work โดยการส่ง Flyer หรือ Slip เล็กๆคล้ายใบปลิวแนะนำ มีทั้ง Xerox และพิมพ์อย่างดีแล้วแต่กำลังของวง ของค่าย
  ซึ่งก็จะขอให้ส่งกันต่อๆ ช่วงนั้นการติดต่อระหว่างประเทศไม่เหมือนสมัยนี้ ต้องเขียนจดหมายส่งของผ่านทางไปรษณีย์เท่านั้น มีการติดต่อกันมาก ผมก็บ้าติดต่อจนหมดเงินค่าส่งจดหมาย-ส่งของไปไม่รู้เท่าไหร่ ไม่ค่อยมีการซื้อขาย มีเพียงแลกเทปกัน ฝรั่งจะเรียกแวดวงพวกนี้ว่า Underground Scene ซึ่งก็เป็นการทำเอง ขายเอง เกิดสังกัดเล็กๆขึ้นทั่วโลก นำวงแนวเมทัลต่างๆมาอัดเสียง หรือบางกลุ่มก็อัดกันเอง แล้วก็เผยแพร่กันเองออกไปในวงแคบๆผ่านทางจดหมาย มี Fan Zine เกิดขึ้นมาก ต่างประเทศก็มักจะสนใจประเทศอื่นๆ มีการติดต่อขอสัมภาษณ์เรา ขอข้อมูลแวดวงของบ้านเรา รวมทั้งเพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซีย ก็มีการติดต่อกัน..ซึ่งผมก็ได้พบปะผู้คนเหล่านี้ที่แวะมาเยี่ยมเยียนบ้านเรา จนมีการออกแผ่นเสียง 7 หรือ Pink Vinyl กับฝรั่งที่ยุโรป ซึ่งเป็นการเอาเพลงไปรวมเพื่อเผยแพร่ทางยุโรป รวมถึงการนำอัลบั้มไปทำ เส้นทางสายมรณะทั้งอัลบั้มไปออกขายที่มาเลเซียด้วย
Fazil (Malasia)- Somsak (Thailand)- Ernesto (CapeTown South Africa) |
Pink Vinyl หรือแผ่นเสียงสีชมพู !! |
ยุคนั้นทำให้เรารู้จักค่ายเมทัลหลักๆในต่างประเทศอย่าง Roadrunner, NuclearBlast, Erache, Metal Blade, OsmoseProductions, NoFashionRecord และอีกมาก หากจะเปรียบเทียบยุคนั้นในบ้านเรา คิดว่าเรากำลังเริ่ม แต่เขาเฟื่องฟูแล้ว ดังนั้นเราก็จะเรียกตามเขา ในช่วงนั้นบ้านเราก็มีกลุ่มที่ชอบ Death Metal อย่าง "Disciple Satan" มีวงอย่าง Heritic Angle เป็นวงในกลุ่ม มี Fan Zine ชื่อ Disciple Satan นำเสนอเรื่องราว Death-Black-Grind-Thrash-Doom ซึ่งอยู่ในช่วงปี 2536-37 เราคงเคยได้ยินหรือรู้จักกับสหายในแวดวงเมทัลอย่างโชติ-รินทร์...ที่มีนามสกุล Heretic พ่วงท้าย(แบบคาราบาว!) รวมทั้ง เบิ้ล Envoy Death ด้วย (มีคนถามว่าคนเดียวกันกับ enjoy sex ใน internet รึเปล่า ฮา!).....ต่อมา Zine ดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อเป็น "Cherish the Darkness" หรือ CTD Zine ซึ่งได้กลายมาเป็น Fan Zine ที่มีอายุยาวที่สุดในสยามขณะนี้....
ณ วันนั้น น่าจะเป็นจุดเริ่มของ Underground scene ในบ้านเราครับ
หลังจากที่ตั้งไข่ได้แล้วก็มีวงเมทัลเกิดขึ้นตามมาอีกนับ 10 กว่าวง แต่ก็ล้มหายตายไป ตามยุค สมัย บางวงออกงานได้ชุดสองชุดก็จอด ยิ่งพอถึงจุดหนึ่งที่เป็นยุคของเพลงเมทัลแนวใหม่ ที่เข้ามาตาม
กระแสเมทัลจากตะวันตก บ้านเราก็เริ่มมีการแบ่งกลุ่ม แบ่งแนว มีตัวจริงตัวปลอม มีการวางกฎของเมตัล มีการแต่งตัวของแฟนเพลงแบบแบ่งแนว แบ่งสายพันธ์ ! ผมเองยังรู้สึกงงๆ ที่ไม่น่าจะมีกฎเกณฑ์ใดๆมาแบ่ง ขอให้มีใจรักในดนตรีแนวนี้จริงๆก็น่าจะเพียงพอ ต่างประเทศเขาจะถือเป็นรสนิยม หลายคนผูกเนกไทแต่ฟังเมทัลก็ไม่มีใครมาบอกว่าคุณต้องใส่หมุดเหล็ก ส่วนวงดนตรีแต่ละวงก็มีเหตุผลของตัวเองทั้งนั้น เอาอะไรมาวัดมาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ เพราะมีวงระดับโลกมาเป็นแม่แบบทั้งนั้น ไม่ว่าแนวไหน ฝรั่งเขาทำมาก่อนหมด ไม่ได้เกิดที่บ้านเรา เราไปเอาของเขามา บางแนวนี่ชัดเจนเลย ลอกอิมเมจเขามาทั้งดุ้น และยิ่งต้องทำกันเองอีกด้วยแล้ว ที่กว่าจะเข็นงานออกไปได้ก็หืดขึ้นคอ แต่ละวงก็เล่นตามแนวที่ตัวเองชอบอยู่แล้ว ไม่มีถูกบังคับ เสแสร้ง ใครทำแนวไหน ยังไงก็ได้ คงไม่รวยจากการทำเพลงเมทัลหรอกมัน แต่หากินกับเมทัลนะมันมีแน่ ตอนนี้ผมก็ยังอยู่กับมันอยู่ แต่ก็ต้องทำอย่างอื่นด้วยถึงจะรอด(..ฮา!) ช่วยกันทำ ต่างคนต่างทำ คนละไม้ละมือไม่ต้องมาว่าเหน็บแนมกัน มันก็อาจจะกว้างขึ้นในที่สุด จะไม่เป็นทากอย่างที่จั่วหัวไว้ ผ่านมาถึงวันนี้ ใครสู้ ใครลุยมาขนาดไหน ใครส่งเสริม ใครฟันฝ่า ใครฆ่า สู้กันมากี่ยก กี่ยุค อธิบายได้จากพวกที่ยังอยู่และพวกที่หดหายไปนั่นแหละครับ ha ! ไปโน่นเลยครับ
.
Come back (as I am
)
ช่วงนั้นดอนผีบินก็ได้นำเสนอดนตรีเมทัลภาษาไทย ออกสู่วงกว้างขึ้นเรื่อยๆด้วยการเข้าสังกัด Warner Music ในอัลบั้มชุด 4 พร้อมกับดนตรีหนักกะโหลกเหมือนเดิม และไม่ยึดติดคำว่าใต้ดินอีกต่อไป มีการจัดจำหน่ายอัลบั้มอย่างเป็นทางการและออกสื่อต่างๆ... ดอนผีบิน ไม่ยึดติดกับแนวเพลงอีกต่อไป จะเป็นเมทัลหรือไม่เป็น ไม่สนใจ แต่พุ่งไปที่การสร้างสรรค์กับอารมณ์มากขึ้น แนวดนตรีเปลี่ยนจาก Aggressive Speed Thrash Death ที่นำเสนอเรื่องราวของสังคมเมือง มลภาวะ เทคโนโลยี ไปเป็น Progressive ที่มีเรื่องราว เนื้อหาเน้นมากขึ้นไปที่การทำลายล้างธรรมชาติ..
จนงานเพลงเข้าสู่วงกว้างได้รับรางวัลสีสันอวอร์ดสถึง 2 ปีซ้อนกับเพลงช้ากีตาร์ตัวเดียว! และนับเป็นวง Underground Metal วงแรกที่สามารถเข้าไปสู่วงการดนตรีกลางได้โดยเข้าไปมีชื่ออยู่ในรางวัลดนตรีตั้งแต่แรกเริ่ม และหลังจากนั้นก็ยังได้มีโอกาสเข้าไปทำงานกับค่ายใหญ่ ซึ่งระหว่างทางได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทุกก้าวที่เดินล้วนเพื่อนำเสนองานสร้างสรรค์ทั้งสิ้น ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางแนวเพลงเพื่อความเท่และการขาย ยังคงการสร้างสรรค์มากกว่าการแสวงหาชื่อเสียงจาก Underground Metal (Bye Bye Underground!)ยิ่งเนื้อหายิ่งห่าง..ไปโน่น ธรรมชาติครับ..
จนถึงวันนี้ ดนตรี Underground อาจจะไม่มีเรียกกันแล้ว แต่ก็แล้วแต่จะเรียกกัน บางกลุ่มก็ยังชอบคำนี้อยู่ ยังใช้อยู่ บางกลุ่มให้สัมภาษณ์หนังสือเลยบอกไม่มีหรอก ใต้ดิน มีแต่ เมตัลแท้ๆ บางกลุ่มภูมิใจมาก บอกดนตรีผมต้อง Underground เท่านั้น!...Come as You ARE..ของผมวันนี้อาจจะผ่านตรงนั้นมาแล้ว เป้าหมายของเราวันนี้น่าจะเป็นการนำเสนองานดนตรีของเราไปให้ถึงแฟนเพลงให้ทั่วให้กว้าง หากันง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเข้าค่ายใหญ่ก็ตาม มีข่าวคราวก็แจ้งกันให้ทราบโดยผ่านสื่อต่างๆ มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่สิ่งที่เราพยายามทำจนมาถึงวันนี้ ในบ้านเรา ก็ตอบได้อย่างเต็มปากว่า ยาก เพราะยิ่งจำนวนขายน้อย ก็ยิ่งจะหายาก มันจะหาง่ายได้ยังไงละ ผลิตมาแค่ 300-500 แผ่น วางแค่ 30 ร้านๆละ 10 แผ่น ในกรุงเทพก็หมดแล้ว! ต่างจังหวัดก็หายากขึ้นเป็นธรรมดา สั่งซื้อทางไปรษณีย์ผ่านทาง Internet จึงเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ...ฤามันจะกลับไปเป็นเหมือน Underground อีกรอบ เพราะเมื่องานขายน้อยผู้จัดจำหน่ายก็คงจะเลิกขาย .....แต่เราคงกลับไปไม่ได้แล้วล่ะ เพราะคนรุ่นใหม่คงจะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร และ ทำไมต้องไปมุดหัวอยู่ใต้ดินด้วยโว้ย! ขึ้นมาสิ?...เรามีพื้นที่เจอกันที่อื่นอีกมากมายพวก!
จริงๆคำว่า ใต้ดินมันก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้วในสายตาคนทั่วไป เพราะมันหลบๆซ่อนๆ หากเราไม่สนใจคำนี้ไปมันน่าจะดี ไม่ใช่ใช้เพราะเท่เป็นแฟชั่นหรือเอามาจากฝรั่ง แต่ไม่ต้องลบหรอกครับ ผมว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ยุคของดิจิตอลที่อำนวยและสื่อกันได้ทั่วโลกผ่านทางอินเตอร์เนต ก็คงจะไม่มีคำว่า ใต้ดินอีกต่อไป ศิลปินอิสระทั้งหลายทั้งใหม่และเก่าก็สามารถผลิตงานเองได้โดยง่าย เพราะเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกถึงบ้าน หลังจากนั้นก็จะพุ่งการโปรโมทงานไปที่ My Space, You Tube หรือที่อื่นๆซึ่งเปิดกันขึ้นอย่างดอกเห็ดหน้าฝน
และให้ใช้ฟรี
Hey Man ? เราไปตะลุมบอนกันต่อที่นั่นเถอะ!! มันคงอิลุงตุงนัง
เพราะมันมีมากมายเกินที่เราจะรับจะเสพกันจริงๆ..เพียงแต่เราอาจจะมองไม่เห็นมันเหมือนเห็นฝุ่นที่คลุ้งตลบอบอวล.. แล้วศิลปินได้อะไร? คิดว่าจะดังงั้นหรือ ก็คงเป็นที่รู้จักบ้างแหละ แต่จะขายงานได้จากตรงนั้นหรือไม่มีหรอกครับ เป็นเพียงที่ของกลุ่มต่างๆที่จะได้แนะนำตัวเองเบื้องต้นกับเพื่อนๆและชาวต่างประเทศที่มาเยือน เป็นที่คุยกัน ไปหาเพื่อนที่นั้น ตรงนั้นเป็นเพียงยกอนุบาลที่เริ่มต้นสำหรับนักดนตรี แต่ ป.1 ยังต้องสู้กันอีกยก มวยสังเวียนนี้ไม่มีกำหนดยก โดนน๊อคเมื่อไหร่เมื่อนั้น ! ที่ My Sapce หรือ ที่อื่นๆบน Internet หากไม่ฉลาดใช้ก็เป็นเหมือนดาบสองคม ที่บาดเข้าสู่ตัวเอง หากให้ฟังทุกอย่างในนั้นแล้วใครจะมาซื้องานเรา ศิลปินก็ต้องกินอยู่เหมือนกัน ...แต่อีกมุมมอง อีกหน่อยงานสร้างดนตรีคงเป็นงานอดิเรกสำหรับนักดนตรีไปอย่างไม่คลาดแคล้วแน่นอน!! เหมือนทำแล้วก็แลกกันฟัง ส่งต่อกัน เออ ดีว่ะ ไม่ต้องออกไปซื้อแล้วครับ มีมาป้อนให้ถึงบ้านผ่านสายมาให้...ดีจังโว้ย ถึงเวลานั้นคงไม่มีคำว่า Underground หรือ Up Ground แล้วละ อาจจะมีคำใหม่ Overground แทน ! คงถึงบทอวสานของ Underground.............หรือว่าไม่จริง
แล้วเมทัลไทยวันนี้ อยู่ตรงไหน?
วันนี้คงเป็นยุคของวงดนตรีเมทัลคลื่นลูกใหม่ แนวใหม่ ที่เรียกรวมๆว่า New Metal ซึ่งเป็นแนวที่ตัวดนตรีรับได้ไม่ยากแต่เสียงร้องหนักคำรามสุดกู่ ซึ่งดูบางวงก็ไม่เข้ากับเนื้อหาเท่าไหร่ที่จะต้องแหกปากโหดขนาดนั้น บางวงก็แทรกสลับด้วยเสียงร้องคลีนโทนได้อย่างลงตัว หากเทียบกับเมื่อก่อนซึ่งชัดเจน อย่างแนว Death Metal มันก็จะต้องดุเดือด ดนตรีดุ เสียงร้องต้องโหด เพราะมันจะได้เข้ากับเนื้อหาที่สื่อ ยิ่ง Brutal ก็ต้องฆ่ากันไปข้างหนึ่ง เสียงร้องต้องแบบไม่รู้เรื่องเลย อย่างเสียงหมูเลยล่ะ..ส่วนแนวเนื้อหาที่ไม่โหดก็ไม่ต้องร้องโหดอย่างพวก Thrash...แต่ก็ช่างเถอะแนวพวกนี้มันอาจจะเก่าไปแล้ว ...ผ่านกาลเวลามานานจนต้องเกิดแนวใหม่ ที่ผสมผสานความสะใจเข้าไปในบทเพลงที่อาจจะฟังง่ายขึ้นหรือยากขึ้น ซึ่งก็มีหลายวง แต่ก็มีรากเหง้ามาจากเมทัลทั้งนั้นที่ดังๆอย่าง Lamb of God , Kill switch engage, As I lay dying, God forbid, Parkway Drive, Despised icon
รวมทั้งวงคาบเกี่ยวยุคอย่าง Inflames, Machine Head และอีกมากวงที่แห่ตามๆกันมา หลายวงก็พยายามสอดแทรกฝีมือการเล่นเข้าไปอย่างเต็มที่และแนบเนียน หลังจากที่ยุคฮีโร่ได้ผ่านไปเพราะโชว์ความเก่งมากเกินไป สังเกตุว่ายุคนี้จะไม่ค่อยมีโซโลเท่าไหร่ จะเป็นการเกลี่ยให้ทุกตำแหน่งเท่าๆกันมากกว่า แต่โดยรวมแล้วพวกรุ่นนี้ก็ไม่ใช่ขี้หมูและมาได้ง่ายๆ พวกเขาผ่านการคิด การเล่นมาอย่างดุเดือด ฝีมือไม่ต้องพูดถึง นั่นเองที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้น ในเมืองไทยเราก็มีกลุ่มรุ่นใหม่ๆเกิดขึ้นหลายกลุ่ม ถึงจะไม่มากและเกิดเป็นแนวใหม่อย่างต่างประเทศ แต่ก็พอดีๆกับระดับประเทศเล็กๆอย่างเรา ยังไงเราก็ตามเขามาแต่ต้นแล้ว หากใครมีการสร้างสรรค์และเจ๋งจริง เทียบกับฝรั่งได้ คุณก็ไปได้ไกลแน่นอน(แต่ยากครับ! ขอแค่ในประเทศให้อยู่หมัดก็แล้วกัน ค่อยคิดไปต่างประเทศ ไม่งั้นก็ได้แค่ไป) ดนตรีเมทัลแนวใหม่ที่เกิดจากนักดนตรีรุ่นใหม่อายุเพียง 20 กว่าๆนี้ อาจจะไม่รู้จักคำว่า Underground อยู่ในหัวแล้ว เพราะเกิดทีหลังและดนตรีที่ได้รับฟังมาก็เป็นยุคปัจจุบันที่มากับพร้อมกับเทคโนโลยี Internet ทั้งนั้นและวงที่ได้รับอิทธิพลมาก็เป็นวงดังต่างประเทศในแนวเมทัลปัจจุบัน วงเก่าๆยุค 80-90 อาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไป จะไปว่าแนวพวกนี้ไม่ใช่เมตัลแท้ๆ ก็ไม่ได้ เพราะนี่คืออีกยุคหนึ่ง ในฐานะคนดนตรี นี่ก็คือดนตรีแนวเมทัลแนวหนึ่งที่เกิดจากการผสมผสานกาลเวลาของเมทัลทุกแนวที่ผ่านมา จนเกิดเป็นแนวใหม่ที่ฟังกันได้กว้างขึ้น ซึ่งผมยังแปลกใจว่า คนทั่วไปฟังเพลงหนักขึ้นรึไง แต่ยังไงก็ชอบและทุกวันผมก็ฟังวงพวกนี้อยู่ร่ำไป (วงยุคเก่าๆก็ฟังจนหมดแล้วจนเลิกฟังแล้ว) รุ่นใหม่ๆมันก็ให้ความใหม่สะใจไปอีกแบบอย่างบอกไม่ถูก และเชื่อแน่ว่าคนในวงกว้างก็ฟังมันอยู่ มากกว่า ใต้ดิน แน่นอน สิ่งนี้ก็คือสิ่งที่ผมมองว่า มันน่าจะเป็นอีกยุคของเมทัลไทย ขอเรียกว่ายุคใหม่ 2007 ก็แล้วกัน ที่เวลาเรามีคอนเสิร์ตทีผมก็อยากจะให้มีคนเป็นพันขึ้นไป ไม่ใช่ 150-200 คนในผับเล็กๆ...และวันนี้ในค่าย DayOneRecords ก็มีวงเมทัลรุ่นใหม่อย่างเช่น G6PD, Opportunity, Solid Core หรือ Death Metal ยุคใหม่อย่าง Invein โดยเฉพาะ G6PD เป็นวงดนตรีที่เปิดตัวเข้าสู่วงการเพลงไทยได้อย่างกับดอนผีบิน เมื่อ 15 ปีก่อน ด้วยอัลบั้มเพลงเมทัลที่หนักแต่ก็เข้าไปมีชื่ออยู่ในรางวัลดนตรีของเมืองไทยอย่าง สีสันอวอร์ดส นี่อาจจะเป็นช่วงของการเปิดศักราชยุค Overground Metal ของเมืองไทยในปี 2007 ก็เป็นได้......ใครจะรู้
อีก 15 ปีคงรู้กัน!
.
บทความอื่น...
New Wave..New Metal Click
วันวาน วันนี้ วันพรุ่ง ของเมทัลไทย Click
|