.....เมื่อเพลงนำร่องผ่านไป
เพลงต่อไปก็เริ่มที่ตัวละครน้อยๆ ที่เกิดมาในสลัม ท่ามกลางสังคมเมืองและความยากจน
ที่ต้องซุกหัวนอนไปตามซอกหลืบของเมือง พ่อทิ้งแม่ไปเพราะความจน ปล่อยให้แม่เดียวดายขึ้นไปอีก
และต้องรับผิดชอบลูกน้อยๆอีก ใช้แรงงานก็ต้องหอบลูกไปด้วย..ในที่สุดลูกน้อยที่ลืมตามาดูโลกได้เพียง
4 ปีก็ถูกสอนให้รู้จักการขอกิน ตั้งแต่วัยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดมาทำไม?.. ชีวิต คือ Track 2 ที่พูดถึงเด็กขอทานคนหนึ่ง ที่มีจิต มีใจ
มีแขนมีขาเหมือนเด็กทั่วไป แต่จำต้องไปเป็นขอทาน จะมีใครรู้บ้างว่า ข้างในเขาคิดยังไง?
จิตใจจะบอบช้ำขนาดไหน มีความเหงา มีความโดดเดี่ยวเมื่อถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว
ความคิดเริ่มก่อตัวเมื่อยามคิดได้ เริ่มเปรียบเทียบ เห็นความแตกต่าง เริ่มเกิดความฝันน้อยๆ
ตามที่เห็นคนอื่นที่มีชีวิตที่ดีกว่า (เท่าที่สมองจะสรุปได้)เรื่องเวรเก่ากรรมเก่า
ได้ยินแม่พูดถึงอยู่บ่อยๆ อย่างนี้นี่หรือคือ..ชีวิต..ที่เขาเรียกว่าบัดซบ..ที่เขาเรียกว่าบัดซบ คือ
Track 3
...ชีวิตในแต่ละวัน ที่เขาต้องตรากตรำ ทำงาน ใช้แรงงานแลกเงินเพื่อเลี้ยงชีวิตไปวันๆ
จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เมื่อนานเข้า จิตใจเขาเริ่มอ่อนล้า
คิดอะไรไม่ออก ตื่นเช้ามาก็เหมือนมีแต่กายที่ต้องไปทำงานเพื่อแลกกับเงิน
ในวันหนึ่งเมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาได้พบกับท้องฟ้าที่เขาไม่เคย
เห็นมาก่อน สีทองสุกอร่าม ประกายเปล่งปลั่ง สะท้อนจากก้อนเมฆที่เรียงตัวกันเป็นริ้ว
เรียงไล่กันอย่างเริงร่า..เหมือนกับจะมีสิ่งมาบอกกับเขาว่า หลายอย่างในชีวิตเขาอาจจะดีขึ้น จิตใจเขาตื่นเต้นในสิ่งที่เห็นและในสิ่งที่ฝัน
แต่เขาอิ่มเอิมได้ชั่วครู่ ทุกอย่างก็เริ่มจางหาย เปลี่ยนไป ความร้อนแรงของแสงตะวันเข้ามาแทนที่
ก้อนเมฆที่เล่นริ้ว เรียงกัน แยกย้ายสลายไปคนละทาง...เขาตื่นจากภวังค์และเริ่มคิดได้ว่านั่นมันเป็น ภาพลวงตา มันเหมือนเขาฝันไป มันเป็นสิ่งหลอกๆ เท่านั้น..."สีทอง
ไม่ผ่องอำไพ" เป็น Track 4
....
.ชีวิตเขา..อยู่ในสังคมล่าง
ที่รอบกายรายล้อมไปด้วยสิ่งที่เลวร้ายต่อชีวิต ไม่ว่า ปล้น ฆ่า จี้ ข่มขืน
ทำร้ายกัน จนเขาต้องหาทาง เอาตัวรอดจากสิ่งร้ายทั้งปวง จิตใจเขาป่วย จนแทบจะจำนนกับยาเสพติด แต่เขาก็คิดได้ว่าจะไม่ใช้มัน.....จะไม่ใช้มัน
เป็น Track 5
...วังวนของการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดจากยาเสพติด จากสิ่งที่เห็น ทำให้เขาฝันไปว่า
เขามีชีวิตที่ดีขึ้น มีทุกอย่างที่ต้องการ กับงานที่เพื่อนให้ทำ มีพรรคมีพวก มีคนคุ้มกัน จนลืมแม่ไปสนิทใจ แต่ในวันหนึ่งเขาก็ถูกจับได้และถูกตัดสินประหารชีวิต
ซึ่งวันนั้นแม่รู้ข่าวก็แทบขาดใจ ในวันประหาร เขารู้ดีว่าแม่มารอเขาอยู่ที่นอกเรือนจำ
หัวใจแม่สลายเมื่อวิญญาณของเขาหลุดออกจากร่างเมื่อเขาตื่นจากฝัน เขารู้สึกว่า
การที่เขามีชีวิตอยู่ได้
แบบที่เขาเป็นอยู่ก็ดีหนักหนาแล้ว โอกาสสำหรับเขายังมีอยู่ ข้างหน้า เขาไม่จำเป็นต้องหาทางลัดไปสู่ฝัน
เขาจึงตั้งหน้าตั้งตาสู้ชีวิตกับแม่ต่อไป
เสียงแว่วสวดในฝัน ยังคงก้องอยู่ในใจเขา ใครทำจงรับไป เป็น Track 6
....
สีทอง
รึ จะผ่องอำไพ! ชีวิตที่แทบจะไม่เคยพบกับ ความสุขทางกายเลย ซ้ำยังมาเจอกับโรคร้ายอีก
แข้งขาเขาขยับไม่ค่อยจะได้จากการทำงานหนักจนต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาล และต้องใช้เงินมากในการรักษา
เขาไม่รู้ที่จะไปพึ่งใครได้ เขาเริ่มเข้าสู่มิติอื่น ขอพร อ้อนวอนจาก
ดวงดาวบนฟากฟ้า ให้ช่วยให้เขาหายจากโรคร้าย รอแล้วรออีก ก็ยังไม่มีสิ่งมหัศจรรย์ทำให้เขาหาย " ยังรอความหวัง" เป็น Track 7 .....สิ่งมหัศจรรย์อาจจะอยู่ไม่ไกลจากตัวเขาก็ได้หากคนที่มีเหลือเฟือหรือรัฐจะยื่นมือมาช่วยเขา
ชีวิตของเขาเหมือนนิยายแต่ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย
ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำให้จิตใจแข็งแกร่ง ที่จะพากายไปสู่เส้นทางข้างหน้า
ลืมในสิ่งที่เลวร้าย จดจำในสิ่งที่ดีที่จะเป็นกำลังใจให้กับชีวิตในการ
ก้าวไปข้างหน้าอย่างหนักแน่นและมั่นคง..จงเดินหน้าต่อไป เป็น Track 8
....เพลงสุดท้ายที่ให้กำลังใจเขาในการสู้ชีวิตต่อไป......
ทั้งหมดคือเรื่องราวในอัลบั้ม
สีทอง ฤาจะผ่องอำไพ ซึ่งเป็นเชิงเปรียบเทียบ ว่าจริงๆแล้วชีวิตไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น
เป็นอย่างที่ฝันมีอีกหลายชีวิตที่จมปรักอยู่ในโคลน อยากจะเรียกร้องขอความช่วยเหลือ
ให้สังคมโดยรวมดีขึ้นไม่มีความเหลื่อมล้ำมากมาย ให้เขาหลุดจาก
โคลนก็พอ!
ไม่ใช่เป็นการมองโลกในแง่ร้ายแต่อีกด้านกลับเป็นเรื่องจริง ที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากรับรู้เพราะลำพังตัวเองก็กระเสือกกระสนอยู่แล้ว การหยิบเอามุมมองเหล่านี้มาเป็นบทเพลง
ก็เพราะเข้ากันได้กับดนตรีนแนวนี้เป็นอย่างดี ไม่มีที่จะเริงร่า ชีวิตที่สมบูรณ์ทุกอย่างคงไม่ต้องมาว่ากัน
....
Doomed Day เป็นงานดนตรีที่มุ่งกลิ่นไอไปที่ความปวดร้าวแบบเต็มพิกัดที่ผู้คนต้องต่อสู้ดิ้นรน กับปัญหาชีวิต..บ้างสุดขีดเจอทางตัน รวมไปถึงชีวิตของเหล่าผู้คนบนเส้นทางฝัน
ที่ต้องฝ่าฟัน ไขว่คว้า ดิ้นรนเพื่อ จะให้ได้มา!...ผสมเข้ากับดนตรีโอดครวญสะท้านทรวง
นาม Melodic Doom Metal ที่นำเอาสำเนียงความเรียบง่ายของความเป็นไทย ผสานเข้าไปในดงของดนตรีเมทัลที่หนักหน่วง
แต่ในส่วนลึกของความปวดร้าวก็ยังเต็มไปด้วยเมโลดี้ที่น่าฟังและชวนติดตามด้วยเสียงกีตาร์ที่แผดลึก โหยหวน ทิ่มเสียดแทงใจเป็นตัวแทนความปวดร้าวของผู้คน ผ่อนคลายความสับสนในชีวิตด้วยอีกเสียงกีตาร์ที่สดใส เดินเรื่องอยู่ในทุกบทเพลง อีกทั้งแว่ว เสียงจากเครื่องดนตรีพื้นเมืองที่มีความสันโดด โดดเดี่ยว(ปี่จุม ซึง แคน)สอดประสานเข้าไปในบางเพลง ทำให้งานชุดนี้เป็น
ทั้ง Rock เป็นทั้ง Metal ที่มีกลิ่นไอของความเป็นไทยอยู่ไม่น้อย และเริ่มเป็น
Progressive Doom Metal แบบกลายๆ ด้วยเพลงแรก ที่มียาวถึง 10.005 นาที มีทุกอรรถรสรวมอยู่ในเพลงนี้
ส่วนเพลงอื่นๆ มีทั้งแนว Metal Rock ผสมผสานกับ Speed Metal ... มีทั้ง Ballad
Rock ที่เรียบง่ายแต่เข้าถึงอารมณ์แบบสุดขั้ว
....นี่คือ
Doomed Day II ที่ยังคงความเป็น Melodic Doom Metal ไว้อย่างเต็มพิกัด...
  
สิ่งที่ภูมิใจในงานชุดนี้ คือ ได้ขึ้นปกนิตยสาร สีสัน นิตยสารที่ทรงพลัง เป็นกลาง
ในวงการดนตรี ฉบับต้อนรับปีใหม่ มกราคม 2547 และยังได้รับการคัดเลือกเข้า
รอบสุดท้ายรางวัลสีสัน อวอร์ดส ปี 2546
สาขา "ศิลปินชายร็อคยอดเยี่ยม"ด้วย

|




สิ่งที่น่าสนใจในอัลบั้มชุดนี้คือ.........
การนำเอาเสียงเครื่องดนตรีพื้นเมืองทางเหนือ
อิสานซึ่งมีสำเนียงของความเป็นไทยใส่เข้าไป
ในบทเพลง
ซึ่งดูแล้วเป็น สิ่งที่ไม่ค่อยเข้ากันกับ
ดนตรี Metal แต่นี่คือสิ่งที่ท้าทายของการทำงาน
ชุดนี้
ที่จะทำให้ต่างชาติรู้ว่านี่คือดนตรีจากแดน
สยาม และเป็นอัลบั้มเดียวในโลกที่มีเสียงปี่จุม
เสียงซึง เสียงแคน
ฉาบ ฆ้องและกลองปู่จาปน
อยู่ในดนตรี Metal แต่มีอยู่ในบางเพลงและ
บางท่อนของเพลงเท่านั้นโดยรวมยังคงความ
เป็นDoom Metal อยู่อย่างเต็มสตรีม ไม่ใช่พา
กันเข้าวัดอย่างนักข่าวผู้ด้อยมุมมองเขียน เป็น
การมองแบบผิวเผิน หากมองลึกเข้าไป นี่คือ
การสร้างสรรค์ระดับโลก
มีอันเดียวในโลก !

สิ่งที่ทำให้ต่างชาติสนใจ ถึงแม้มันไม่ใช่งานสุดเจ๋งของ
เมืองไทยก็คือกลิ่นไอใหม่ ด้วยเพราะเสียงปี่จุม ทำให้
เพลง"จงเดินหน้าต่อไป" ได้รับเลือกไปรวมในงานเพลง
เมทัลจากทั่วเอเซียและยุโรป ในอัลบั้ม Geki-Teki
ที่ญี่ปุ่น More>>
|